สรุปย่อสมณลิขิตเตือนใจของพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ถึงคริสตชนทุกคน เกี่ยวกับความรักต่อผู้ยากจน ชื่อ “เรารักท่าน” (Dilexi Te)

สรุปย่อสมณลิขิตเตือนใจของพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ถึงคริสตชนทุกคน
เกี่ยวกับความรักต่อผู้ยากจน ชื่อ “เรารักท่าน” (Dilexi Te)[1]

โดย บาร์ทิเมอัส

            “เรารักท่าน” (วว 3:9) เป็นพระดำรัสของพระเจ้าที่ตรัสกับชุมชนคริสตชนที่แตกต่างจากชุมชนอื่น ๆ ในหนังสือวิวรณ์ เพราะพวกเขาอ่อนแอแต่กลับถูกปฏิบัติด้วยความรุนแรงและดูถูกเหยียดหยามว่า “ท่านทั้งหลายมีพละกำลังน้อย... เราจะทำให้พวกเขามากราบแทบเท้าเจ้า (วว 3:8-9)  เช่นเดียวกับบทเพลงสรรเสริญของพระนางมารีย์ที่ว่า “พระเจ้าทรงคว่ำผู้ทรงอำนาจจากบัลลังก์ และทรงยกย่องผู้ต่ำต้อยให้สูงขึ้น” (ลก 1:52-53) จากพระสมณสาส์นพระองค์ทรงรักเรา (Dilexit Nos) ของพระสันตะปาปาฟรังซิส ที่แสดงให้เราเห็นถึงความรักของพระเยซูเจ้าในพระหฤทัยของพระองค์ ด้วยความรักนี้ทำให้เราได้ใส่ใจความทุกข์ทรมานและความต้องการของผู้อื่นมากยิ่งขึ้น ความรักต่อผู้ยากจนนี้เป็นหนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์ดังเช่นนักบุญทุกคนแสวงหาที่จะเลียนแบบ

บทที่ 1 คำพูดที่สำคัญ (4-15)
(FEW ESSENTIAL WORDS)

            หญิงที่นำน้ำมันหอมราคาแพงมาชโลมเท้าของพระเยซูเจ้าแม้จะได้รับคำตำหนิจากบรรดาอัครสาวก แต่สำหรับพระเยซูเจ้ากลับชื่นชมเธอ (มธ 26:8-11) เพราะเธอเห็นพระองค์เป็นพระผู้ไถ่ผู้ต่ำต้อยและกำลังจะทนทุกข์ทรมาน แม้เป็นการกระทำที่เล็กน้อยแต่ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ พระเยซูเจ้าตรัสว่าจะทรงกระลึกถึงการกระทำของเธอตลอดไปในการประกาศข่าวดีทั่วโลก (มธ 26:13) พระดำรัสที่ว่า “คนยากจนจะมีอยู่กับท่านเสมอ” (มธ 26:11) กับ “เราจะอยู่กับท่านเสมอไป” (มธ 28:20) และ “เมื่อทำสิ่งใดแก่พี่น้องของเราผู้ต่ำต้อยที่สุดคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นแก่เราเอง” (มธ 25:40) สามคำนี้มีความสอดคล้องต่อกันและกัน โดยที่พระเจ้าได้ทรงได้ยินเสียงร้องของผู้ยากจนเสมอตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เช่น “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว เราได้ยินเสียงร้องของเขา (อยพ 3:7) และเมื่อชาวอิสราเอลร้องทูลต่อพระองค์ให้ทรงแต่งตั้งผู้ช่วยเหลือแก่พวกเขา (วนฉ 3:15) พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยสำหรับผู้ยากจนเสมอ

            โลกแห่งวัตถุนิยมที่เน้นความสะดวกสบาย จนทำให้เราลืมนึกถึงต้นทุนแห่งการได้มาซึ่งความสะดวกสบายเหล่านั้น เบื้องหลังคือผู้ยากจนมากมายที่อยู่หลังฉากอันสวยงาม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความยากจนในรูปแบบใหม่ ระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่เข้มแข็งที่สุด เรื่องราวของผู้ยากจนถูกเมินเฉยและถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ การปกปิดข้อมูลหรือบิดเบือนความเป็นจริง “ผู้ยากจน” จึงหมายถึง บุคคล ครอบครัว และกลุ่มบุคคลที่มีทรัพยากร (ทางวัตถุ วัฒนธรรม และสังคม) จำกัดจนทำให้พวกเขาไม่สามารถดำรงชีวิตตามวิถีชั้นต่ำที่ยอมรับได้ บรรดาสตรีและผู้อ่อนแอเป็นผู้ยากจนเป็นสองเท่าของผู้ยากจนธรรมดา เพราะพวกเขาไม่สามารถปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของตนเองได้

บทที่ 2 พระเจ้าทรงเลือกผู้ยากจน (16-34)
(GOD CHOOSES THE POOR)

            พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างผู้ยากจน ทรงบังเกิดมาเป็นผู้ยากจนเพื่อปลดปล่อยพวกเขาจากความเป็นทาส ความกลัว บาป และอำนาจแห่งความตาย ทรงมองพวกเขาด้วยสายตาแห่งความเมตตาและพระทัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก เรารู้จักพระองค์ได้จากความยากจนและการทำตัวเป็นผู้เล็กน้อย (ในรางหญ้า) พระเจ้าทรงสถาปนาอาณาจักรแห่งความยุติธรรม ภราดรภาพ และความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทรงเอาพระทัยใส่เป็นพิเศษต่อผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติและถูกกดขี่ และทรงขอให้เราได้กระทำเช่นนั้นด้วยเช่นเดียวกัน

            พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ยากจนเสมอ บังเกิดในรางหญ้า เป็นผู้ลี้ภัยไปอียิปต์ เป็นช่างไม้ซึ่งยากจนกว่าชาวนาเพราะไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง พระองค์และบรรดาศิษย์เก็บรวงข้าวในทุ่งนามากินซึ่งมีเพียงผู้ยากจนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้กระทำเช่นนั้นได้ (ดู มธ 2:23-28) ทรงเป็นผู้พเนจร ไม่มีที่วางศีรษะ ชีวิตไม่มีความมั่นคง ถูกปฏิเสธในพันธกิจของพระองค์ ถูกกีดกัน ถูกขับไล่ออกนอกเมือง สิ้นพระชนม์ในฐานะผู้ถูกขับไล่ออกไปนอกเมือง และถูกตรึงกางเขนที่นั่น

            แต่พระเยซูเจ้ามาประกาศข่าวดีแก่ผู้ยากจน นำความใกล้ชิดของพระเจ้ามาให้พวกเขา เคียงข้างพวกเขา ทรงสอนว่า “ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของเขา” (ลก 6:20) พระองค์เทศน์สอนพร้อมกับทำกิจการแห่งความรักและความเมตตาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกับคนบาป ผู้ป่วย คนตาบอด ผู้เป็นโรคเรื้อน คนตาย ทรงทำให้พวกเขาเห็นว่า พระเจ้าได้ทรงรักพวกเขาอย่างไร (ลก 7:22) พระเยซูเจ้าทรงยืนยันบทบัญญัติสำคัญคือ “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ และรักเพื่อนบ้านเหมือนรกตนเอง” (ดู มธ 22:37-39) และนักบุญยอห์นได้เน้นย้ำในบทจดหมายของท่านว่า “ผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่เห็นได้แล้ว จะรักพระเจ้าที่มองเห็นไม่ได้ได้อย่างไร?” (1 ยน 4:20) ความรักนี้ทำให้เกิดความเคารพซึ่งกันและกันและรักแม้กระทั่งศัตรู (ลก 6:27) ถ้าพี่น้องชายหญิงคนใดขัดสนเครื่องนุ่งห่ม และไม่มีอาหารประจำวัน แล้วท่านคนหนึ่งพูดกับเขาว่า “จงไปเป็นสุขเถิด ขอให้อบอุ่นและอิ่มเถิด” แต่มิได้ให้สิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายแก่เขา จะมีประโยชน์ใดเล่า ความเชื่อก็เช่นเดียวกัน หากไม่มีการกระทำ ก็เป็นความเชื่อที่ตายแล้ว (ยก 2:15-17) พระศาสนจักรยุคแรกให้ความสำคัญกับเรื่องการแจกทานให้กับผู้ยากจน (หญิงม่าย) โดยไม่เลือกปฏิบัติว่าพวกเขามีเชื้อชาติอะไร มีการแต่งตั้งสังฆานุกรให้ทำหน้าที่นี้อย่างชัดเจน (ดู กจ 6) นักบุญเปาโลได้รับคำขอร้องว่าไม่ให้ลืมผู้ยากจน (กท 2:10) โดยที่พระเจ้าทรงรักผู้ให้ด้วยใจยินดี (2 คร 9:7) จงให้แล้วท่านจะได้รับ ท่านให้ผู้อื่นเท่าไหร่ ท่านก็จะได้รับกลับคืนมาเท่านั้น (ลก 6:38)

บทที่ 3 พระศาสนจักรสำหรับผู้ยากจน (35-81)
(A CHURCH FOR THE POOR)

            พระศาสนจักรยุคเริ่มแรกได้เลือกนักบุญสเทเฟนสังฆานุกรให้เป็นผู้แจกทานให้กับผู้ยากจน และท่านก็ได้เป็นมรณสักขีองค์แรกของพระศาสนจักร (ดู กจ 6) นักบุญลอเรนซ์สังฆานุกรด้วยเช่นเดียวกันก็มีใจรักต่อผู้ยากจนกล่าวว่า “ผู้ยากจนเหล่านี้เป็นทรัพย์สมบัติของพระศาสนจักร” นักบุญอัมโบรสกล่าวว่า “พระเยซูเจ้าไม่มีทรัพย์สมบัติใดล้ำค่าไปกว่าการที่พระองค์ทรงต้องการเปิดเผยพระองค์เอง” ดังนั้น พระศาสนจักรจะต้องไม่ละเลยหรือลืมการดูแลผู้ยากจน ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงออกถึงความเชื่ออย่างเป็นรูปธรรม ดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรจากอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน มีผู้นำพระศาสนจักรจำนวนมาก พระสงฆ์ นักบวชชายหญิง ผู้ก่อตั้งคณะนักบวชต่าง ที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ยากจนมาโดยตลอด

บทที่ 4 ประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่อง (82-102)
A HISTORY THAT CONTINUES

            โลกยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผลกระทบจากความขัดแย้ง สงคราม ความเห็นแก่ตัว ระบบเศรษฐกิจที่เอาเปรียบผู้อ่อนแอ การเบียดเบียนทางเชื้อชาติ​ ศาสนา วัฒนธรรม สตรีและเด็กผู้อ่อนแอ ส่งผลกระทบต่อสังคม แรงงาน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมสมัยใหม่ ซึ่งคำสอนของพระศาสนจักรด้านสังคมเกิดมาจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ พระศาสนจักรจะต้องอยู่เคียงข้างกับผู้ยากจน อาศัยความร่วมมือกันระหว่างพระสงฆ์ นักบวชชายหญิง คริสตชนฆราวาส

            จากคำสอนของพระศาสนจักรด้านสังคมที่เริ่มต้นจากพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ชื่อ “ยุคใหม่” (Rerum Novarum) ได้กล่าวถึงแรงงาน ระบบทุนนิยม และลัทธิคอมมิวนิสต์, พระสมณสาส์นของนักบุญพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ชื่อ “มารดาและอาจารย์” (Mater et Magistra) เรียกร้องให้เกิดความยุติธรรมในระดับโลก ประเทศที่ร่ำรวยต้องช่วยเหลือประเทศที่ยากจน, เอกสารจากสังคายนาวาติกันที่  2 เรียกร้องให้พระศาสนจักรสนใจสังคมโลกมากยิ่งขึ้น (Gaudium et Spes) โดยออกไปอยู่กับสังคมโลกในการสร้างความชื่นชมยินดีและความหวัง, นักบุญพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ได้ออกพระสมณาส์นความก้าวหน้าของประชากร (Populorum Prigressio) เกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของทุกคนในโลก การพัฒนาโลกเพื่อนำไปสู่การพัฒนามนุษย์ทั้งครบ, พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงออกพระสมณสาส์นความรักในความจริง (Caritas in Veritate) เกี่ยวกับความรักต่อเพื่อนพี่น้องส่วนรวม การสร้างทรัพยากรทางสังคมให้เท่าเทียมกัน การเข้าถึงอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ

            พระศาสนจักรจะต้องได้ยินเสียงร้องของผู้ยากจน ระบบเศรษฐกิจที่ฆ่าคน โครงสร้างทางสังคมที่ทำให้เกิด “บาปทางสังคม” ช่องว่างระหว่างผู้ร่ำรวยและยากจน การปกครองที่เน้นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน การเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เราจึงต้องช่วยกันแก้ไขสาเหตุเชิงโครงสร้างของความยากจน เพื่อช่วยเหลือสังคมที่อ่อนแอและทรุดโทรมลง การได้ยินเสียงของผู้ยากจน ด้วยความช่วยเหลือจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนานโยบายที่มีประสิทธิภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม การสร้างทางเลือกสำหรับผู้ยากจน คือ การเอาใจใส่ผู้อื่นด้วยความรัก ไม่ใช่แค่ออกไปเยี่ยมพวกเขา แต่อยู่ร่วมกับพวกเขาอย่างที่พวกเขาทำ ซึ่งนับเป็นวิธีการประกาศข่าวดีที่ประเสริฐที่สุด   

บทที่ 5 ความท้าทายอยู่เสมอ (103-121)
A CONSTANT CHALLENGE

            พระศาสนจักรอยู่เคียงข้างกับผู้ยากจนเสมอมา เป็นส่วนหนึ่งของธรรมเนียมปฏิบัติอันยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักร การเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ที่ทนทุกข์และผู้ที่มีความต้องการ ความรักต่อผู้ยากจน เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเรา ไม่ว่าจะเป็นความยากจนในรูปแบบใดก็ตาม ทุกการเคลื่อนไหวเพื่อการฟื้นฟูชีวิตของพระศาสนจักร ความห่วงใยต่อผู้ยากจนถูกวางไว้เป็นอันดับหนึ่งเสมอมา ผู้ยากจนเหล่านี้เป็น “ส่วนหนึ่งของครอบครัวพระศาสนจักร” เป็นหนึ่งเดียวกับพวกเรา เราถูกเรียกร้องให้อุทิศเวลาให้กับผู้ยากจน ใส่ใจพวกเขาด้วยความรัก รับฟังด้วยความสนใจ และอยู่เคียงข้างในเวลาที่ยากลำบาก ดังเช่นแบบอย่างของชาวสะมาเรียผู้ใจดี (ลก 10:25-37) ผู้ยากจนได้เตือนใจของเราว่า ชีวิตที่ดูเหมือนจะปลอดภัยและมั่นคงของเรานั้น เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความว่างเปล่า

            ความรักแบบคริสตชนทำลายกำแพงทุกด้าน นำพาผู้ที่เคยห่างเหินมาใกล้ชิดกัน รวมตัวคนแปลกหน้า และคืนดีกับศัตรู ความรักแบบนี้แผ่ขยายผ่านช่องว่างที่มนุษย์ไม่อาจเชื่อมถึงกันได้ และแทรกซึมเข้าไปในซอกหลืบที่ซ่อนเร้นที่สุดของสังคม โดยธรรมชาติแล้ว ความรักแบบคริสตชนคืองานของประกาศก มันทำให้เกิดปาฏิหาริย์และไร้ขีดจำกัด มันทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เกิดขึ้น ความรักคือวิธีมองชีวิตและวิถีการดำเนินชีวิต เหนือสิ่งอื่นใด พระศาสนจักรที่ไม่จำกัดขอบเขตของความรัก ไม่รู้จักศัตรูที่จะต่อสู้ แต่รู้จักรักทุกคนเท่านั้น และนี่คือพระศาสนจักรที่โลกต้องการในปัจจุบัน

มอบให้ ณ พระมหาวิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม
วันที่ 4 ตุลาคม 2025 โอกาสระลึกถึงนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี
ในปีที่ 1 แห่งพระสมณสมัยของข้าพเจ้า
พระสันตะปาปาเลโอที่ 14

 


[1] https://www.vatican.va/content/leo-xiv/en/apost_exhortations/documents/20251004-dilexi-te.html