HomeJubilee 2025ข้อมูลทั่วไปสรุปย่อสมณโองการปีศักดิ์สิทธิ์ 2025 “ความหวังนี้ไม่ทำให้เราผิดหวัง” (Spes non confundit , โรม 5:5)

สรุปย่อสมณโองการปีศักดิ์สิทธิ์ 2025 “ความหวังนี้ไม่ทำให้เราผิดหวัง” (Spes non confundit , โรม 5:5)

สรุปย่อสมณโองการปีศักดิ์สิทธิ์ 2025

“ความหวังนี้ไม่ทำให้เราผิดหวัง” (Spes non confundit[1], โรม 5:5)[2]

โดย พระสันตะปาปาฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2024 โอกาสสมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์

โดย บารทิเมอัส

1. กรุงโรมก่อนการมาถึงของนักบุญเปาโล

            ประมาณ ค.ศ. 57-58 นักบุญเปาโลได้เขียนจดหมายถึงกลุ่มคริสตชนในกรุงโรม กรุงโรมเป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางของโลกในขณะนั้น มีประชากรอาศัยอยู่ทั้งหมดประมาณ 1 ล้านคน เป็นเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของทวีปยุโรปมานานกว่า 1,800 ปี คาดว่าอาจจะมีชาวยิวประมาณ 100,000 คนอาศัยอยู่ที่นั่น คริสตชนในชาวโรมจึงประกอบไปด้วยคริสตชนชาวยิวและชนชาติอื่น ๆ ปัญหาที่ตามมาคือ “พวกเขาพูดจาโอ้อวดและดูถูกกันและกัน” และปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคำสอนเรื่องการเข้าสุหนัตและการถือตามพระบัญญัติของศาสนายิว และความเชื่อในคริสต์ศาสนาเรื่องพระหรรษทานของพระเจ้า ที่ช่วยเหลือเราให้มีพละกำลังต่อสู้กับความชั่วร้ายและกระทำความดี

            แม้ว่านักบุญเปาโลจะไม่ได้เป็นคนก่อตั้งพระศาสนจักรที่กรุงโรม และอาจไม่รู้รายละเอียดของพระศาสนจักรที่นั่นมากนัก แต่ท่านรู้สึกถูกเร่งเร้าให้ไปประกาศพระวรสารแห่งความหวังของพระเยซูเจ้าที่นั่น โดยเขียนจดหมายไปล่วงหน้าจากเมืองโครินธ์ ระหว่างการเดินทางครั้งที่ 3 และมอบหมายให้ศาสนบริกรหญิงชื่อ “เฟบี” (โรม 16:1) เป็นคนถือจดหมายไปล่วงหน้า

            สถานการณ์ของพระศาสนจักรในกรุงโรมเวลานั้น คริสตชนชาวยิวยังเห็นความสำคัญของการเข้าสุหนัตและการถือตามพระบัญญัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งนักบุญเปาโลไม่ได้คัดค้านในเรื่องนี้ (ดู รม 7:12) แต่ท่านเสริมว่า “การมีธรรมบัญญัติทำให้เรารู้ว่าอะไรถูกหรือผิด บาปหรือไม่บาป การประพฤติผิดพระบัญญัตินั้นเป็นบาป เราควรที่จะตระหนักถึงบาป และความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า โดยอาศัยพระหรรษทานของพระองค์” (ดู รม 3:30; 7:7-13) ดังนั้น จึงเกิดการต่อสู้ภายในที่ตามมา คือ “การเลือกกระทำความดีหรือความชั่ว” (ดู รม 7:14-20) ดังข้อความที่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำ สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำข้าพเจ้ากลับไม่ทำ สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากทำข้าพเจ้ากลับทำ” (โรม 7:15) ฉะนั้นเพราะความรักต่อพระคริสตเจ้า ข้าพเจ้าจึงพอใจความอ่อนแอต่าง ๆ เมื่อถูกสบประมาท เมื่อมีความคับแค้น เมื่อถูกข่มเหงและอับจน เพราะข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็ย่อมเข้มแข็งเมื่อนั้น (2 คร 12:10)

2. ความหวังนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง (โรม 5:5)

            พระสัญญาที่พระเจ้าประทานให้กับอับราฮัมว่า เขาจะได้ครอบครองโลกเป็นมรดกนั้น “ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมบัญญัติ” แต่เกิดขึ้นโดย “ความชอบธรรมอันเนื่องมาจากความเชื่อ” (โรม 4:13) ดังนั้น คริสตชนที่สมบูรณ์จะต้องประพฤติตามพระบัญญัติและมีความเชื่อในพระเจ้าด้วย

            แม้อับราฮัมจะไม่มีหวังในพระสัญญาของพระเจ้าเพราะท่านและภรรยาอายุมากแล้ว แต่เขาก็มีความหวังและมีความเชื่อว่า เขาจะเป็นบิดาของประชาชาติจำนวนมาก แม้ร่างกายของอับราฮัมเหมือนตายไปแล้ว และนางซาราห์ก็นับว่าตายไปแล้วเช่นกัน “แต่ความเชื่อของเขาก็ไม่หวั่นไหว” เขาไม่สงสัยและได้รับพละกำลังจากความเชื่อของเขา และเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า “สิ่งใดที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ พระองค์ย่อมมีอำนาจที่จะทำสิ่งนั้นให้เป็นจริงตามสัญญาได้” นี่คือความเชื่อที่เป็นความชอบธรรมของอับราอัม และของเราทุกคนด้วย (โรม 4:13-23)

            ดังนั้น เมื่อเราเป็นผู้ชอบธรรมด้วยความเชื่อ เราย่อมมีสันติกับพระเจ้า อาศัยพระเยซูเจ้าทำให้เราได้รับและดำรงอยู่ในพระหรรษทานนี้ เราจึงมีความหวังว่า “เราจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า แม้ในความทุกข์” เพราะเรารู้ว่า “ความทุกข์ก่อให้เกิดความพากเพียร ความพากเพียรก่อให้เกิดคุณธรรม คุณธรรมก่อให้เกิดความหวัง และ “ความหวังนี้ไม่ทำให้เราผิดหวัง” เพราะพระจิตเจ้าซึ่งพระเจ้าประทานให้เรา ได้หลั่งความรักของพระเจ้าลงใจจิตใจของเรา และพระเยซูเจ้าก็ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา  อาศัยพระโลหิตของพระองค์ เราจึงได้รับความรอดพ้นจากการถูกพระเจ้าลงโทษอาศัยการคืนดีกับพระเจ้าในพระเยซูคริสตเจ้า (ดู โรม 5:1-10)

            ความทุกข์                    ก่อให้เกิด         ความพากเพียร

            ความพากเพียร           ก่อให้เกิด         คุณธรรม

            คุณธรรม                      ก่อให้เกิด         ความหวัง

            ความหวังนี้ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะอาศัยความรักของพระจิตเจ้า และการไถ่บาปของพระเยซูเจ้า ทำให้เราได้คืนดีกับพระเจ้า (ดู โรม 5:3-10)

3. บทอภัยบาปของพระสงฆ์ (Absolution)

            เปรียบเทียบบทอภัยบาปของพระสงฆ์กับจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโรม (ดู โรม 5:1-10)

            “พระเจ้า พระบิดาผู้ทรงพระเมตตา ได้ทำให้โลกคืนดีกับพระองค์ อาศัยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระบุตร และทรงส่งพระจิตมาเพื่ออภัยบาปมนุษย์ ขอพระองค์ประทานพระเมตตาและสันติสุขแก่ท่าน อาศัยศาสนบริการของพระศาสนจักร ข้าพเจ้าจึงอภัยบาปทั้งสิ้นของท่าน เดชะพระนามพระบิดา และพระบุตร + และพระจิต อาแมน”

บทแสดงความทุกข์

            ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทุกข์เสียใจที่ได้ทำบาป เพราะบาปเรียกร้องการลงโทษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาปทำเคืองพระทัยพระองค์ ผู้ทรงความดีและทรงสมควรได้รับความรักจากมนุษย์ทั้งมวล เดชะพระหรรษทานช่วย ข้าพเจ้าตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำบาปอีกเลย จะหลีกหนีโอกาสบาป และจะพยายามใช้โทษบาป โปรดทรงพระกรุณาอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด อาแมน

            (บทสวดนี้เกี่ยวข้องกับศีลอภัยบาป มีสาระสำคัญอยู่ 4 ประการ คือ ข้าแต่พระเจ้า

            1. ข้าพเจ้า “เป็นทุกข์เสียใจ” ที่ได้ทำบาป เพราะบาปเรียกร้องการลงโทษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาปทำเคืองพระทัยพระองค์ ผู้ทรงความดีและทรงสมควรได้รับความรักจากมนุษย์ทั้งมวล เดชะพระหรรษทานช่วย

            2. ข้าพเจ้า “ตั้งใจแน่วแน่” ว่าจะไม่ทำบาปอีกเลย จะหลีกหนีโอกาสบาป

            3. และจะพยายาม “ใช้โทษบาป”

            4. โปรดทรงพระกรุณา “อภัยบาป” แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด อาแมน)

4. แนวคิดเรื่องความหวังของนักบุญเปาโล

            ขอให้ปีศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นช่วงเวลาแห่งการพบองค์พระเยซูเจ้าเป็นการส่วนตัวอย่างแท้จริงสำหรับทุกคน พระองค์ผู้ทรงเป็น “ประตู” แห่งความรอดพ้นของเรา (ดู ยน 10:7, 9) พระศาสนจักร มีพันธกิจที่จะต้องประกาศในทุกแห่งหน และแก่ทุกคนเสมอว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นองค์ “ความหวังของเรา” (1 ทธ 1:1) (SNC[3] 1)

            ความหวังดำรงอยู่ในหัวใจของเราแต่ละคน เป็นความปรารถนาและความคาดหวังถึงสิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้น แม้เราไม่ทราบว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร กระนั้นก็ตาม บางครั้งความไม่แน่นอนในเรื่องอนาคต อาจก่อให้เกิดความรู้สึกขัดแย้ง เปลี่ยนจากความเชื่อมั่นวางใจกลายเป็นความวิตกกังวล ความลังเลใจ และความสงสัย บ่อยครั้งเราพบคนที่ท้อแท้สิ้นหวัง มองโลกในแง่ร้าย และไม่มั่นใจในอนาคต ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดที่จะนำความสุขมาให้พวกเขาได้ ขอให้ปีศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นโอกาสให้เราแต่ละคนฟื้นฟูความหวังขึ้นใหม่ ขอพระวาจาของพระเจ้าช่วยเราให้พบเหตุผลสำหรับความหวังนั้น และขอให้เรานำสารของอัครสาวกเปาโลนี้มาเป็นแนวทาง (SNC 1)

5. ความหวังอันเกิดมาจากศีลล้างบาป (SNC 3)

            ชีวิตแห่งความเชื่อของคริสตชน

            1) เริ่มต้นในศีลล้างบาป

            2) มี “พระหรรษทาน” ที่ทำให้ความเชื่อของเราก้าวหน้า

            3) มี “ความหวัง” ที่ทำให้ความเชื่อของเรามีชีวิตชีวาและได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่เสมอ

            4) มีพระพรของ “พระจิตเจ้า” ที่ทำให้ความเชื่อของเรามั่นคง

            เมื่อเราได้รับ “ศีลล้างบาป” พระเยซูเจ้าได้ทรงสัญญาจะประทาน “ชีวิตนิรันดร” ให้กับเรา คือ บาปได้รับการอภัยและได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์ร่วมกับพระองค์[4] แต่เรายังต้องเดินทางหรือต้อง “จาริก” อยู่ในโลกใบนี้ ซึ่งมีอันตรายและ “การประจญ” มากมาย พระองค์จึงได้ประทานพระหรรษทานช่วยเหลือเรา เพื่อให้เราได้มีพละกำลังและเอาชนะการประจญต่าง ๆ จนกว่าจะเดินทางไปถึงเมืองสวรรค์ได้อย่างปลอดภัย

            “พระจิตเจ้า” ทรงประทับอยู่ในพระศาสนจักรที่กำลังจาริกอยู่เสมอมา ทรงส่องสว่างบรรดาผู้ที่มีความเชื่อทุกคนด้วย “แสงแห่งความหวัง” พระองค์ทรงรักษาแสงสว่างนั้นให้คงอยู่เหมือนกับตะเกียงที่ลุกโชนอยู่เสมอ ความหวังของคริสตชนไม่หลอกลวงหรือทำให้ผิดหวัง เพราะมีพื้นฐานอยู่บนความมั่นใจว่า ไม่มีสิ่งใดและไม่มีใครสามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้าได้ (ดู โรม 8:39) (SNC 3)

6. บทแสดงความหวัง (เดิมเรียกว่า “บทแสดงความไว้ใจ”)

            “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าหวังอย่างแน่วแน่ว่า เดชะพระบารมีของพระเยซูคริสตเจ้า พระองค์จะประทานพระหรรษทานแก่ข้าพเจ้าในโลกนี้ และสันติสุขนิรันดรในโลกหน้า ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงรักษาพระสัญญาที่ทรงให้ไว้เสมอ อาแมน”

            ความหวังของคริสตชนมาจากความเชื่อในพระเยซูเจ้า ถูกแสดงออกมาในศีลล้างบาป โดยมีความหวัง 3 ประการ คือ 1) พระองค์จะประทานพระหรรษทานให้กับเราอย่างเพียงพอในโลกนี้เพื่อที่จะทำให้เราได้มี 2) สันติสุขในโลกนี้ และ 3) สันติสุขนิรันดรในโลกหน้า ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงรักษาพระสัญญาที่ทรงให้ไว้เสมอ

ความพากเพียรอดทนในโลกยุคปัจจุบัน (SNC 4)

            การประกาศพระวรสารอาจมีปัญหา อุปสรรค ความยากลำบาก ความทุกข์ และการเบียดเบียนข่มเหง (ดู 2 คร 6:3-10) ซึ่งเราได้รับการเสริมพลังที่มาจากไม้กางเขนของพระคริสตเจ้าและการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ และนั่นเองเป็นวิธีเรียนรู้ที่จะฝึกฝน “คุณธรรมแห่งความหวัง”

            ในโลกยุคปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็ว ทันที ทำให้เราไม่มีเวลาอยู่ร่วมกับผู้อื่น แม้แต่ในครอบครัว ทำให้ความชื่นชมยินดีแห่งการได้อยู่ร่วมกันลดลง ความเร่งรีบนี้นำไปสู่การขาดความอดทน ความวิตกกังวล ความรุนแรง ความทุกข์ และเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น

            แต่ทุกสิ่งสร้างต้องการ “ความพากเพียรอดทน” เวลา ฤดูกาล วงจรชีวิต เพื่อการเติบโต ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ย่อมต้องการความพากเพียรและการปลอบใจ ซึ่งเราสามารถได้รับมาจากพระเจ้า (ดู โรม 15:5) เป็นพระพรประการหนึ่งของพระจิตเจ้า เป็น “บุตรสาวของความหวัง” และขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความหวัง

7. หนทางแห่งความหวัง (SNC 5-6)

            ความหวังและความอดทนต่างส่งผลต่อกันและกัน ทำให้เราเห็นชัดว่า “ชีวิตคริสตชนคือการเดินทาง” ซึ่งต้องการความหวังเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางของเราเสมอ การออกเดินทางเกี่ยวข้องกับการแสวงหาความหมายของชีวิต การเดินเท้าช่วยให้ค้นพบคุณค่าของความเงียบ ความพยายาม และความเรียบง่ายของชีวิต การจาริกไปยังวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็นเสมือนโอเอซีสของจิตวิญญาณ เป็น “บ่อน้ำแห่งความหวัง” ที่เราสามารถดื่มได้ การได้เห็นศิลปะอันงดงาม ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะรักษาคุณค่าของประสบการณ์แห่งความเชื่อและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อกับวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น ๆ เหนือสิ่งอื่นใด คือ “การได้รับศีลอภัยบาป” (SNC 5)

8. กำหนดการปีศักดิ์สิทธิ์ (SNC 6)

            พิธี “เปิด” ประตูศักดิ์สิทธิ์

            - พระมหาวิหารนักบุญเปโตร จะเปิดในวันอังคารที่ 24 ธันวาคม 2024

            - พระมหาวิหารนักบุญยอห์นแห่งลาเตรัน จะเปิดในวันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม 2024

            - พระมหาวิหารแม่พระแห่งกรุงโรม จะเปิดในวันพุธที่ 1 มกราคม 2025

            - พระมหาวิหารนักบุญเปาโล จะเปิดในวันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม 2025

            - อาสนวิหารทั่วโลก จะมีพิธีบูชาขอบพระคุณเปิดปีศักดิ์สิทธิ์อย่างสง่าตามพิธีกรรมที่ได้จัดเตรียมให้ไว้ (สำหรับพระศาสนจักรในประเทศไทย วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม 2024 โอกาสวันฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์)

            - ปีศักดิ์สิทธิ์จะสิ้นสุดในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2025 (วันฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ ปิดปีศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักรในประเทศไทย)

            พิธี “ปิด” ประตูศักดิ์สิทธิ์

            - พระมหาวิหารนักบุญยอห์นแห่งลาเตรัน จะปิดในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2025

            - พระมหาวิหารแม่พระแห่งกรุงโรม จะปิดในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2025

            - พระมหาวิหารนักบุญเปาโล จะปิดในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2025

            - พระมหาวิหารนักบุญเปโตร จะปิดในวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2025 โอกาสสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

9. เครื่องหมายแห่งความหวัง (SNC 7-15)

            พระศาสนจักรควรอธิบายให้กับคนทุกรุ่นในภาษาของพวกเขา ให้เข้าใจถึงคุณค่าและความหมายของชีวิตปัจจุบันและอนาคต และความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความดีที่มีอยู่ในโลกของเรา เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในการประจญล่อลวงหรือถูกครอบงำด้วยความชั่วร้ายและความรุนแรง เครื่องหมายแห่งกาลเวลานั้นรวมถึง ความปรารถนาของจิตใจมนุษย์ที่ต้องการ “การประทับอยู่ของพระผู้ช่วยให้รอด” ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งความหวัง (SNC 7)

            เครื่องหมายแรกแห่งความหวัง คือ ความปรารถนาความสงบสุขในโลกของเรา จาก “สงคราม” ความรุนแรงอันน่ากลัว การทูตจะต้องไม่อ่อนล้าในความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาทุกโอกาสเพื่อมุ่งไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน ด้วยความกล้าหาญและสร้างสรรค์ (SNC 8)

            การมองอนาคตด้วยความหวัง คือ การมีวิสัยทัศน์ของชีวิตที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่พร้อมจะแบ่งปัน ผู้คนในหลายประเทศไม่กล้าที่จะให้กำเนิดชีวิตใหม่ มีอัตราการเกิดลดลงอย่างน่าตกใจ อันเป็นผลมาจากจังหวะชีวิตที่เร่งรีบมากในปัจจุบัน ความกลัวเรื่องอนาคต การขาดความมั่นคงในการทำงาน และสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสม การแสวงหาผลกำไรมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างกัน ดังนั้น ชุมชุมคริสตชนจึงควรส่งเสริมให้แต่ละครอบครัว “มีบุตรเพิ่มขึ้น” เพื่ออนาคตจะได้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของทารกและเด็ก ๆ (SNC 9)

            การเป็นเครื่องหมายแห่งความหวังสำหรับ “นักโทษที่ขาดอิสรภาพ” การขาดความรัก ความเคารพต่อความเป็นบุคคล การยกเลิกโทษประหารชีวิต การอภัยโทษ และการเตรียมตัวพวกเขาให้กลับคืนสู่สังคม (SNC 10)

            เครื่องหมายแห่งความหวังนี้ จะต้องนำไปมอบให้กับ “ผู้ป่วย” ด้วย ทั้งที่บ้านและโรงพยาบาล ความทุกข์ของพวกเขาจะบรรเทาลงด้วยความใกล้ชิดและความรักของผู้ที่มาเยี่ยม  การขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่มักอยู่ในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย ความใส่ใจต่อผู้คนที่อยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ผู้พิการที่ถูกจำกัดด้านอิสระและเสรีภาพส่วนบุคคล (SNC 11)

            เครื่องหมายแห่งความหวังสำหรับ “คนหนุ่มสาว” ที่มักรู้สึกผิดหวังในความฝันและแรงบันดาลใจของพวกเขา พวกเขามีพลังที่กระตือรือร้นในการเป็นจิตอาสาช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ การเรียกร้องความยุติธรรมในการทำงาน การต่อสู้เพื่อผู้ยากจน หนุ่มสาวบางคนต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอนและสิ้นหวัง ขาดการจ้างงาน การหันไปพึ่งยาเสพติดที่เป็นความสุขชั่วคราว ภาวะซึมเศร้า และการทำร้ายตนเอง (SNC 12)

            เครื่องหมายแห่งความหวังสำหรับ “ผู้อพยพย้ายถิ่น” ขอให้มีการต้อนรับพวกเขา ความเคารพในศักดิ์ศรี การดูแลด้านความปลอดภัย การเข้าถึงการจ้างงาน การศึกษา และการปรับตัวให้เข้ากับบริบทใหม่ทางสังคม (SNC 13)

            เครื่องหมายแห่งความหวังสำหรับ “ผู้สูงอายุ” ที่บ่อยครั้งรู้สึกโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง การเสริมสร้างพันธสัญญาระหว่างคนหลายรุ่น การส่งต่อความเชื่อและปรีชาญาณของปู่ย่าตายายสู่คนรุ่นใหม่ ความรักและความกตัญญูจากลูกหลาน (SNC 14)

            เครื่องหมายแห่งความหวังสำหรับ “ผู้ยากจน” ที่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต ความยากจนในรูปแบบใหม่ การถูกกีดกันและความเมินเฉยจากสังคม การตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมทางสังคม (SNC 15)

10. เสียงเรียกร้องแห่งความหวัง (SNC 16-17)

            รากฐานของปีศักดิ์สิทธิ์ในพระคัมภีร์ (ลนต 25) เตือนเราว่า ทรัพย์สมบัติของโลกไม่ได้มีไว้เพื่อคนบางกลุ่ม แต่มีไว้สำหรับทุกคน คนรวยต้องมีใจกว้างและไม่เบือนสายตาไปจากผู้ยากจน เราเสียเงินไปกับการผลิตอาวุธและการทำสงครามอย่างมากมาย ในขณะที่เพื่อนพี่น้องอีกหลายคนต้องหิวโหย เราควรเอาเงินเหล่านั้นมา “ตั้งกองทุนเพื่อยุติความหิวโหยระดับโลก” พัฒนาประเทศที่ยากจน ผู้ร่ำรวยหรือประเทศที่ร่ำรวยอาจช่วยปลดหนี้ให้กับผู้ที่ยากจนกว่า การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่สมดุล ทิ้งความเสียหายด้านระบบนิเวศไว้ให้กับประเทศที่ยากจน ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ที่ว่า แผ่นดินโลกเป็นของพระเจ้า และเราทุกคนเป็นผู้อาศัย เราเป็น “คนต่างแดนและผู้เช่า” (ดู ลนต 25:23) (SNC 16)

            ในปีศักดิ์สิทธิ์นี้ยังเปิดโอกาสให้มีการประชุมร่วมกันแบบสมัชชา ตามธรรมประเพณีของพระศาสนจักร เพื่อตอบสนองความเร่งด่วนในการประกาศพระวรสาร ซึ่งผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปจะได้ใช้พระพรพิเศษในพันธกิจของตนด้วยความรับผิดชอบร่วมกัน (SNC 17)

11. หยั่งรากลึกในความหวัง (SNC 18-25)

            ความหวังพร้อมด้วยความเชื่อและความรัก เป็นคุณธรรมทางด้านเทววิทยา เป็นหัวใจหลักของชีวิตคริสตชน (ดู 1 คร 13:13; 1 ธส 1:3) สามสิ่งนี้จะต้องอยู่ในจิตใจของเรา เพื่อให้เราชื่นชมยินดีในความเชื่อ กระตือรือร้นในความรัก เพื่อที่เราจะสามารถมอบรอยยิ้ม มิตรภาพ อัธยาศัยไมตรี การรับฟังอย่างจริงใจ และการรับใช้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องนี้ เราจึงควรมีเวลาที่จะพิจารณาว่าอะไรคือ “เหตุผลแห่งความหวังของเรา” (ดู 1 ปต 3:15)[5] (SNC 18)

            ความหวังอันสูงสุดของคริสตชนอยู่ที่ความเชื่อที่เรายืนยันถึง “ชีวิตนิรันดร” ชีวิตนิรันดรคือความสุขของเรา “เมื่อขาดการค้ำจุนจากสวรรค์ และขาดความหวังในชีวิตนิรันดร ศักดิ์ศรีของมนุษย์ก็ขาดหายไป ดังที่เราเห็นบ่อยครั้งในปัจจุบัน ปัญหาชีวิต ความตาย ความรู้สึกผิดและความทุกข์ทรมานยังไม่พบทางออก ดังนั้น ผู้คนจึงมักตกอยู่ในความสิ้นหวัง (GS 21) เราจึงควรดำเนินชีวิตโดยมีความหวังในการเสด็จกลับมาของพระองค์ และมีความหวังว่าจะมีชีวิตอยู่ในพระองค์ตลอดไป (SNC 19)

            การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า เป็นหัวใจของความเชื่อและเป็นรากฐานของความหวังของเรา พระเยซูเจ้าทรงมีประสบการณ์เรื่องความตาย แต่ความรักของพระบิดาทรงยกพระองค์ขึ้นด้วยอำนาจของพระจิตเจ้า และทรงทำให้ความเป็นมนุษย์ของพระองค์เป็นผลแรกแห่งความรอดนิรันดรของเรา ดังนั้น ในการเผชิญหน้ากับความตายซึ่งดูเหมือนจะเป็นจุดจบของทุกสิ่ง แต่ในศีลล้างบาปเราได้รับของขวัญแห่งชีวิตใหม่ที่ทำลายกำแพงแห่งความตายลง เปิดเส้นทางใหม่สู่นิรันดรภาพ ดังเช่นลักษณะของอ่างล้างบาปในสมัยโบราณที่มี 8 เหลี่ยม หมายถึง รุ่งอรุณวันที่แปดที่พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพเอาชนะความตาย เพราะในสมัยโบราณวันที่เจ็ดหมายถึงวันสับบาโต โดยบรรดามรณสักขีได้เป็นประจักษ์พยานให้กับเราในเรื่องเหล่านี้ (SNC 20)

            หลังจากความตายเราจะได้รับชีวิตนิรันดร เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ได้เพ่งพิศรำพึง และมีส่วนร่วมในความรักอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ตลอดไป “โดยปราศจากความทุกข์ ความเจ็บปวด ไม่ต้องทำงานหนัก แต่มีชีวิตชีวา” (น.ออกัสติน) และนี่คือ “ความสุขนิรันดร” อันเป็นกระแสเรียกของมนุษย์ และเป็นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับทุกคน (SNC 21)

            การพิพากษาของพระเจ้า ทั้งในช่วงสุดท้ายของชีวิตของเราแต่ละคน และในตอนท้ายของประวัติศาสตร์ ซึ่งเราต้องเตรียมตัวอย่างมีสติและถ่อมตน ความหวังในพระเจ้าทำให้เราเผชิญหน้ากับการพิพากษาเหล่านี้โดยปราศจากความกลัวอันไร้เหตุผล เพราะพระองค์ทรงเป็นความรัก (ดู 1 ยน 4:8-16) และจะทรงพิพากษาตามกฎเกณฑ์ของพระองค์ คือ “เมื่อเราหิว ท่านให้เรากิน เรากระหาย ท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ...” (ดู มธ 25:31-46) (SNC 22)

            การพิพากษาจึงเกี่ยวข้องกับความรอดที่เราหวังไว้ แต่พระเยซูเจ้าผู้ที่เรามีความหวังในพระองค์ ผู้ทรงมีชัยชนะเหนือบาปและความตาย จะนำเราไปพบกับพระเจ้าตลอดไป ดังนั้น การอธิษฐานภาวนาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์และพร้อมกับนักบุญทั้งหลาย (SNC 22)

            “พระคุณการุณย์” เป็นหนทางหนึ่งในการค้นพบธรรมชาติแห่ง “พระเมตตา” อันไร้ขอบเขตของพระเจ้า เป็นการแสดงออกถึงความบริบูรณ์ของการให้อภัยของพระเจ้า อาศัยความเชื่อใน “ศีลอภัยบาป” เรายอมให้พระเจ้าทรงลบล้างบาปของเรา รักษาใจของเรา เลี้ยงดูเรา และโอบกอดเรา ไม่มีวิธีการใดที่เราจะรู้จักพระเจ้าได้ดียิ่งไปกว่าการยอมให้ตนเองคืนดีกับพระเจ้า (ดู 2 คร 5:20) และลิ้มรสการให้อภัยของพระองค์ แม้บาปได้รับการอภัย แต่โทษของบาปเรายังคงต้องชดใช้ในโลกนี้และในไฟชำระ สิ่งเหล่านี้จะถูกลบล้างด้วยพระคุณการุณย์ อาศัยพระหรรษทานของพระคริสตเจ้า ประสบการณ์แห่งการได้รับการอภัยบาปนี้ จะเป็นการเปิดใจและความคิดของเราไปสู่การให้อภัยผู้อื่น (SNC 23)

            การให้อภัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสิ่งที่อยู่ในอดีตได้ แต่ช่วยสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตและใช้ชีวิตที่แตกต่างได้ ทำให้เรามองดูอดีตด้วยความสงบแม้ยังคงมีคราบของน้ำตา และมองไปยังอนาคตที่สดใสขึ้น ขอให้บรรดาบิชอปได้นำความหวังนี้ไปยังทุกแห่งที่ความหวังถูกทดสอบอย่างหนัก เช่น เรือนจำ โรงพยาบาล สถานที่ซึ่งศักดิ์ศรีของผู้คนถูกละเมิด (การค้ามนุษย์) และผู้ยากจนในรูปแบบต่าง ๆ (SNC 23)

            “พระแม่มารีย์เป็นแบบอย่างของผู้ที่มีความหวังสูงสุดในพระเจ้า” ความหวังนั้นไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีแบบไร้เดียงสา แต่เป็นของขวัญแห่งพระหรรษทาน ท่ามกลางความเป็นจริงของชีวิต เมื่อพระแม่ต้องรับฟังคำทำนายของผู้เฒ่าสิเมโอนในพระวิหาร (ดู ลก 2:34-35) และแทบเชิงไม้กางเขน (ดู ยน 19:25) แม้จะเต็มไปด้วยความเศร้าโศก แต่พระแม่ก็ไม่ละทิ้งความหวังและความไว้วางใจในพระเจ้า กลับถวายให้กับพระเจ้าด้วยความรัก พระนางมารีย์จึงกลายเป็นมารดาของเราและเป็น “มารดาแห่งความหวัง”[6] ดังพระนามของพระแม่ที่ว่า “ดาวประจำรุ่ง” (Stella maris) เป็นความหวังอันแน่นอนท่ามกลางพายุในชีวิตนี้ พระมารดาของพระเจ้าเสด็จมาช่วยเหลือ ค้ำจุน และกระตุ้นให้เราพากเพียรด้วยความหวังและความไว้วางใจ (SNC 24)

            ในการเดินทางของเราในปีศักดิ์สิทธิ์ ให้เรากลับมาที่พระวาจาของพระเจ้าในพระคัมภีร์ ที่ว่า “เพื่อให้เราซึ่งหนีทุกข์ภัย มีกำลังใจอย่างแรงกล้าที่จะยึดมั่นในความหวังเบื้องหน้า พระสัญญาและคำปฏิญาณจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะพระเจ้าจะทรงมุสาไม่ได้ เรามีความหวังนี้เป็นดังสมอเรือที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับชีวิต ความหวังดังกล่าวผ่านม่านเข้าไปถึงห้องภายในพระวิหารที่พระเยซูเจ้าเสด็จล่วงหน้าเข้าไปก่อนแล้วเพื่อเรา ในฐานะที่ทรงเป็นมหาสมณะนิรันดร ตามแบบอย่างเมลคีเซเดค (ฮบ 6:18-20) (SCN 25)

            ในปีศักดิ์สิทธิ์นี้จะเป็นปีศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมด้วยความหวังอันไม่จืดจาง เป็นความหวังที่เรามีต่อพระเจ้า ขอให้ความหวังนี้ช่วยให้เราฟื้นฟูความไว้วางใจ ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ระหว่างประเทศ และในพันธกิจของเรา เพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีของทุกคน และเคารพต่อสิ่งสร้าง เป็นเชื้อแป้งแห่งความหวังสำหรับโลกของเรา มนุษย์ทุกคนจะดำรงอยู่ในความยุติธรรม ความปรองดอง และความหวังที่มีความสุข เมื่อคิดถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่จะเป็นจริง ขอให้พลังแห่งความหวังเติมเต็มวันเวลาของเรา เช่นเดียวกับที่เรารอคอยการเสด็จมาของพระเยซูคริสตเจ้าด้วยความมั่นใจ พระองค์ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญและพระสิริรุ่งโรจน์ บัดนี้ และตลอดนิรันดร (SNC 25)

 

พระสันตะปาปาฟรังซิส



[1] Confundit (ลาติน) = confuses (อังกฤษ) = confonde (อิตาลี)

[2] จัดแปลโดย เซอร์มารี หลุยส์ พรฤกษ์งาม, คณะกรรมการแปลและบัญญัติศัพท์, แผนกพิธีกรรมในสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย, สิงหาคม 2024, จัดพิมพ์โดยบาทหลวงอนุชา ไชยเดช สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย

[3] SNC = “Spes non confundit” ชื่อสมณโองการปีศักดิ์สิทธิ์ 2025 “ความหวังนี้ไม่ทำให้เราผิดหวัง” (โรม 5:5) โดย พระสันตะปาปาฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม โอกาสสมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์ ณ พระมหาวิหารนักบุญยอห์นแห่งลาเตรัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2024 ในปีที่ 12 แห่งพระสมณสมัย

[4] “วันนี้ ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์” (ลก 23:43)

[5] 13ใครจะทำร้ายท่านได้ถ้าท่านมุ่งมั่นในความดี 14ถ้าท่านจะต้องทนทุกข์ทั้ง ๆ ที่ทำความดีแล้ว ก็จงเป็นสุขเถิด อย่ากลัวเขา อย่าวุ่นวายใจเลย 15แต่จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า คือพระคริสตเจ้าในจิตใจของท่าน จงพร้อมเสมอที่จะให้คำอธิบายแก่ทุกคนที่ต้องการรู้เหตุผลแห่งความหวังของท่าน 16จงอธิบายด้วยความอ่อนโยนและด้วยความเคารพอย่างบริสุทธิ์ใจ เพื่อเมื่อท่านถูกใส่ร้าย ผู้ที่กล่าวร้ายความประพฤติดีของท่านตามคำสอนของพระคริสตเจ้า ก็จะต้องประสบความอับอาย หากเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า การทนทุกข์เพราะทำความดีนั้น 17ย่อมดีกว่าการทนทุกข์เพราะทำความชั่ว (1 ปต 3:13-17) เปรียบเทียบกับคำสอนของนักบุญเปาโลที่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำ สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำข้าพเจ้ากลับไม่ทำ สิ่งทีข้าพเจ้าไม่อยากทำข้าพเจ้ากลับทำ” (โรม 7:15)

[6] วันทาพระราชินี พระแม่ผู้ทรงเมตตากรุณา ทรงเป็นชีวิต ความอ่อนโยน และความหวังของลูกทุกคน...

สถิติการเยี่ยมชม

11018758
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
665
4441
32287
10963130
22202
115820
11018758
Your IP: 3.147.74.133
Server Time: 2025-04-04 05:12:23

แบบฟอร์ม

instagram

พระศาสนจักร


สื่อ YOUTUBE


Laudato si’

บทเรียนคำสอน





บทภาวนา

พิธีกรรมต่างๆ

เอกสารพระศาสนจักร

บทความคำสอน



KAMSONCHAN

 

   องค์กรคาทอลิก              คณะนักบวช  
 

สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม
แผนกคริสตศาสนธรรม
อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
ศูนย์คริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
สังฆมณฑลจันทบุรี
คณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี
มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา
คามิลเลียนโซเชียลเซนเตอร์ ระยอง

  สังฆมณฑลนครราชสีมา                       
ศูนย์คริสตศาสนธรรม สังฆมณฑลนครราชสีมา
สังฆมณฑลอุบลราชธานี
ศูนย์คริสตศาสนธรรม สังฆมณฑลอุบลราชธานี   
สังฆมณฑลราชบุรี
ศูนย์คริสตศาสนธรรม สังฆมณฑลราชบุรี
ศูนย์คริสตศาสนธรรม สังฆมณฑลราชบุรี
สังฆมณฑลนครสวรรค์
สังฆมณฑลเชียงใหม่
  สังฆมณฑลสุราษฎ์ธานี
สังฆมณฑลอุดรธานี
ศูนย์คริสตศาสนธรรม สังฆมณฑลอุดรธานี

สภาการศึกษาคาทอลิกประเทศไทย
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ (ยส.)
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อสุขภาพอนามัย
สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย
สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย (อุดมสาร)
  ชมรมอธิการิณีเจ้าคณะนักบวชแห่งประเทศไทย
คณะภคินีเซนต์ปอลเดอร์ชาร์ต
คณะภคินีศรีชุมพาบาล       
คณะพระมหาไถ่แห่งประเทศไทย
คณะเซนต์คาเบรียล
คณะซาเลเซียน
คณะซาเลเซียน (ซิสเตอร์)
กางเขนแดงสาร

 



JSN Megazine template designed by JoomlaShine.com