สังฆธรรมนูญเรื่อง “การเผยความจริงของพระเจ้า” (Dei Verbum)
เปาโล สังฆราช ผู้รับใช้แห่งผู้รับใช้ทั้งหลายของพระเจ้า
ร่วมกับบรรดาปิตาจารย์แห่งสภาสังคายนา เพื่อจดจำไว้ตลอดไป
อารัมภบท
สภาสังคายนาดำเนินตามแนวทางของสภาสังคายนาแห่งเตร็นท์ และสภาสังคายนาวาติกันที่ 1 มีความประสงค์จะอธิบายคำสั่งสอนแท้จริงเรื่องการเผยความจริง ของพระเจ้า และการถ่ายทอดการเผยความจริง นี้สืบต่อกันมา เพื่อว่ามนุษย์ทั่วโลกจะได้ฟังการประกาศความรอดพ้นและมีความเชื่อ ด้วยความเชื่อ จะได้มีความหวัง และด้วยความหวังจะได้มีความรัก (น.ออกัสติน) (DV1)
บทที่ 1 การเผย (ความจริง)
พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะแสดงพระองค์แก่มนุษย์ถึงแผนการอันเร้นลับของพระองค์ (เทียบ อฟ 1:9) อาศัยพระคริสตเจ้าองค์พระวจนาถต์ผู้ทรงรับเอาร่างกาย มนุษย์จึงสามารถเข้าถึงพระบิดาเจ้าในองค์พระจิตเจ้า และมีส่วนในพระธรรมชาติพระเจ้าได้ (เทียบ อฟ 2:18, 2 ปต 1:4) อาศัยการเผยนี้ พระเจ้าซึ่งมนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้ (เทียบ คส 1:15, 1 ทธ 1:17) ตรัสกับมนุษย์อย่างเพื่อน ด้วยความรักอันล้นเหลือของพระองค์ (เทียบ อพย 33:11, ยน 15:14-15) และประทับอยู่ท่ามกลางพวกเขา (เทียบ บรค 3:38) เพื่อจะได้ทรงเชิญและรับเขาเข้ามาสนิทกับพระองค์ แผนการเผยนี้สำเร็จไปด้วยกิจการและพระวาจาของพระเยซูเจ้าในพันธกิจของพระองค์ (DV2)
บทที่ 2 การถ่ายทอดความจริงที่พระเจ้าทรงเผยสืบต่อกันมา
ความจริงที่พระองค์ทรงเผยให้รู้เพื่อความรอดของนานาชาตินั้นจะต้องคงอยู่เสมอไปอย่างครบถ้วน และจะต้องถ่ายทอดให้แก่ชนรุ่นหลังสืบต่อกันไปทุกอายุขัย ด้วยเหตุนี้ พระคริสตเจ้าผู้ทรงทำให้การเผยความจริงของพระเจ้า (เทียบ 2 คร 1:20, 3:16, 4:6) จึงทรงมีพระบัญชาให้บรรดาอัครสาวกไปประกาศ “พระวรสาร” หรือ “ข่าวดี” นี้ อันเป็นแหล่งที่มาของความจริงทั้งปวงที่นำความรอดพ้นมาให้ และเป็นระเบียบศีลธรรมสำหรับมนุษย์ทุกคน พร้อมกันนั้นท่านยังต้องนำพระพรของพระเจ้ามาแบ่งปันให้มวลมนุษย์ด้วยอาศัยการดลใจของพระจิตเจ้า (DV7)
ผู้มีอำนาจสอนจึงต้องรับฟังพระวาจาด้วยความศรัทธา เก็บรักษาพระวาจาไว้ด้วยความเคารพ และอธิบายพระวาจาด้วยความซื่อสัตย์ และตักตวงเอาความจริงทุกข้อจากคลังแห่งความเชื่อหนึ่งเดียวนี้ มาแสดงให้เห็นว่าเป็นข้อความจริงที่พระเจ้าทรงเผยให้เราต้องเชื่อ สอดคล้องกับธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์ และอำนาจสั่งสอนของพระศาสนจักร (DV10)
บทที่ 3 พระคัมภีร์เขียนโดยการดลใจของพระเจ้า การตีความอธิบายพระคัมภีร์
ข้อความจริงต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงเผยให้ทราบและมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้นได้รับการบันทึกลงไว้ด้วยการดลใจของพระจิตเจ้า การนิพนธ์หนังสือพระคัมภีร์แต่ละเล่ม พระเจ้าทรงเลือกสรรมนุษย์และทรงให้เขาเขียนโดยใช้ความสามารถของเขาตามพระประสงค์ของพระองค์ และการดลใจของพระจิตเจ้า และโดยพระจิตเจ้าองค์เดียวกันนั้นก็ดลใจผู้อ่านพระคัมภีร์มาตลอดทุกยุคสมัยด้วยเช่นเดียวกัน (DV11) ดังนั้น เพื่อจะทราบความประสงค์ของผู้นิพนธ์พระคัมภีร์ เราต้องพิจารณา“แบบวรรณกรรม” พร้อมกับสิ่งอื่น ๆ ที่จะต้องพิจารณาด้วย ซึ่งพระศาสนจักรได้รับมอบหมายให้เก็บรักษาและอธิบายพระวาจาของพระเจ้า (DV 12)
บทที่ 4 พันธสัญญาเดิม
ตลอดประวัติศาสตร์แห่งความรอดในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม พระเจ้าค่อย ๆ เปิดเผยความจริงใหกับมนุษย์ได้รับทราบ เกี่ยวกับพระองค์เองและพระธรรมล้ำลึกต่าง ๆ เพื่อสั่งสอนเรา(เทียบ สดด 22:28-29, 96:1-3, อสย 2:1-4, ยรม 3:17) (DV 14) และสุดท้ายเพื่อเตรียมการเสด็จมาขององค์พระผู้ไถ่ (เทียบ ลก 24:44, ยน 5:39, 1 ปต 1:10) ดังนั้น คริสตชนจึงต้องรับหนังสือพันธสัญญาเดิมเหล่านี้ด้วยความศรัทธา และเป็นคลังคำภาวนาอย่างน่าพิศวง (DV15)
พระเจ้าผู้ทรงดลใจและทรงเป็นผู้นิพนธ์หนังสือต่าง ๆ ทั้งในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ทรงจัดไว้อย่างชาญฉลาด ให้พันธสัญญาใหม่ซ่อนอยู่ในพันธสัญญาเดิม และให้พันธสัญญาเดิมปรากฏชัดในพันธสัญญาใหม่ (น.ออกัสติน) (DV 16)
บทที่ 5 พันธสัญญาใหม่
ในบรรดาข้อเขียนทั้งหลายในพระคัมภีร์ แม้ในพันธสัญญาใหม่ด้วย พระวรสารเป็นหนังสือที่เด่นกว่าหมด เพราะ พระวรสารเป็นพยานสำคัญถึงพระชนมชีพและคำสั่งสอนของพระวจนาถต์ ผู้ทรงรับสภาพมนุษย์และทรงเป็นพระผู้ไถ่ของเรา (DV18)
พระศาสนจักรยืนยันว่าพระวรสารทั้งสี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ เปิดเผยการกระทำและพระวาจาของพระเยซูเจ้าตั้งแต่บังเกิดเป็นมนุษย์จนกระทั่งเสด็จสู่สวรรค์ (กจ 1:1-2) บรรดาศิษย์ได้บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้จากพระวาจามากมายที่ถ่ายทอดกันมาโดยปากเปล่า และบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (DV19) นอกจากพระวรสารทั้งสี่แล้ว จดหมายของนักบุญเปาโลและหนังสืออื่น ๆ ยังถูกเขียนขึ้นโดยการดลใจของพระจิตเจ้าอีกด้วย ตามแผนการอันปรีชาของพระเจ้า หนังสือเหล่านี้ยืนยันถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพระคริสตเจ้า อธิบายคำสั่งสอนแท้จริงของพระองค์ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ประกาศกิจการอันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสตเจ้าซึ่งมีพลังจะช่วยให้รอดพ้น เล่าเรื่องการเริ่มต้นและการขยายตัวอย่างน่าพิศวงของพระศาสนจักร ทั้งยังบอกล่วงหน้าถึงการบรรลุจุดหมายอย่างรุ่งโรจน์ของพระศาสนจักร (DV20)
พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับอยู่กับบรรดาอัครสาวก ดังที่ทรงสัญญาไว้ (เทียบ มธ 28:20) พระองค์ทรงส่งพระจิตผู้บรรเทามายังพวกเขา เพื่อนำพวกเขาไปถึงความจริงอันสมบูรณ์ (เทียบ ยน 16:13)
บทที่ 6 พระคัมภีร์ในชีวิตพระศาสนจักร
พระศาสนจักรแสดงความเคารพต่อพระคัมภีร์เสมอมา เช่นเดียวกับที่แสดงความเคารพต่อพระกายของพระคริสตเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีกรรม พระศาสนจักรมิได้หยุดยั้งที่จะนำอาหารเลี้ยงชีวิตคริสตชนทั้งจากโต๊ะพระวาจาและจากโต๊ะพระกายพระคริสตเจ้าเสนอให้สัตบุรุษ พระศาสนจักรถือเสมอมาและยังถือต่อไปว่าพระคัมภีร์พร้อมกับธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์ เป็นบรรทัดฐานสูงสุดของความเชื่อของตน เพราะว่าพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งเดียวสำหรับตลอดไป จึงสื่อพระวาจาของพระเจ้าโดยไม่เปลี่ยนแปลง และทำให้เสียงของพระจิตเจ้ายังก้องอยู่ในวาจาของบรรดาประกาศกและอัครสาวก คำเทศน์ทั้งหมดของพระศาสนจักรจึงต้องได้รับการหล่อเลี้ยงและควบคุมจากพระคัมภีร์ (DV21)
คริสตชนทุกคนต้องมีโอกาสเข้าถึงพระคัมภีร์ได้โดยสะดวก พระวาจาของพระเจ้าจะต้องพร้อมอยู่เสมอสำหรับทุกคนทุกเวลา การแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาต่าง ๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครองของพระศาสนจักร แม้จะได้ทำขึ้นโดยร่วมมือกับพี่น้องคริสตชนที่ยังแยกกันอยู่ก็ตาม (DV22)
พระศาสนจักรพยายามอย่างยิ่งที่จะก้าวหน้าในการทำความเข้าใจพระคัมภีร์ให้ลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อจะให้พระวาจาของพระเจ้าเป็นอาหารเลี้ยงดูบรรดาบุตรของตนอยู่เสมอ จึงส่งเสริมการศึกษาผลงานของบรรดาปิตาจารย์ทั้งภาคตะวันออกและตะวันตก ศึกษาพิธีกรรม อาศัยความร่วมมือกันของบรรดาผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์คาทอลิก และนักเทววิทยาทั้งหลาย (DV23) ซึ่งเทววิทยาทั้งหลายก็ต้องตั้งอยู่บนรากฐานของพระคัมภีร์และธรรมประเพณีด้วย (DV24)
ดังนั้น อาศัยการอ่านและการศึกษาพระคัมภีร์ “พระวาจาของพระเจ้าจะได้รุดหน้าไป และได้รับความเคารพนับถือ” (2 ธส 3:1) และการเผยความจริงอันเป็นขุมทรัพย์ที่พระศาสนจักรได้รับมอบหมายไว้นั้นจะได้เข้าสู่ดวงใจมนุษย์อย่างเต็มเปี่ยมยิ่ง ๆ ขึ้น ชีวิตของพระศาสนจักรเจริญเติบโตขึ้น จากการร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณและรับศีลมหาสนิทบ่อย ๆ ฉันใด เราก็หวังได้ว่า จะมีแรงผลักดันใหม่ ๆ ต่อชีวิตฝ่ายจิตใจจากการเพิ่มความเคารพยิ่ง ๆ ขึ้นต่อพระวาจาของพระเจ้าซึ่ง “ดำรงอยู่ชั่วกาลนาน” (อสย 40:8, เทียบ 1 ปต 1:23-25) ฉันนั้น (DV26)
ประกาศที่กรุงโรม ณ พระมหาวิหารนักบุญเปโตร
วันที่ 18 เดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 1965
ข้าพเจ้า เปาโล พระสังฆราชแห่งพระศาสนจักรคาทอลิก
ตามด้วยการลงนามของบรรดาพระสังฆราชอื่น ๆ