พระสังฆราชคริสตอฟ นีเคียล (Bishop Krzysztof Nykiel) หัวหน้าศาลพระศาสนจักรเพื่อชีวิตจิตภายใน (Apostolic Penitentiary) แสดงความเห็นเกี่ยวกับพระสมณกฤษฎีกาที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2026 ที่ได้มอบพระคุณการุณย์ในโอกาสปีศักดิ์สิทธิ์พิเศษ (Extraordinary Jubilee Year) ตามที่พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ได้มีพระสมณกฤษฎีกา เนื่องในโอกาสครบรอบ 800 ปีแห่งมรณกรรมของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี โดยเน้นย้ำว่า
“ปีนักบุญฟรังซิสจะต้องไม่กลายเป็นอีกบทหนึ่งที่อุดมไปด้วยผลทางจิตวิญญาณพิเศษ แต่เป็นเส้นทางที่สงบเงียบจากความกระตือรือร้นไปสู่วุฒิภาวะทางความเชื่อที่ลึกซึ้ง จากการเฉลิมฉลองที่น่าตื่นเต้นไปจนถึงการเลียนแบบชีวิตของนักบุญฟรังซิสในชีวิตประจำวัน”
พระสังฆราชคริสตอฟ นีเคียล ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าววาติกันว่า เราต้องไม่กลัวว่า เวลาอันศักดิ์สิทธิ์ของปีศักดิ์สิทธิ์จะกลายเป็น "เรื่องธรรมดา"
ในวันนี้ซึ่งมีการเผยแพร่พระสมณกฤษฎีกาปีศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญฟรังซิส พระสังฆราชนีเคียลกล่าวถึงความเมตตาที่เกินขีดจำกัดของความยุติธรรมของมนุษย์ และเน้นย้ำว่าพระคุณการุณย์ไม่ใช่ “การแจกจ่ายพระหรรษทาน”
800 ปี แห่ง #มรณกรรมของนักบุญฟรังซิส (the 800th anniversary of his death)
นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ชายยากจนแห่งเมืองอัสซีซีแสดงให้เห็นว่า ความเมตตาของพระเจ้าได้ทำงานในประวัติศาสตร์ผ่านทางผู้คนที่เปิดใจรับการกระทำของพระองค์
แบบอย่างของท่านทำให้เราเห็นว่า พระหรรษทานของพระเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงเราได้ แม้แต่จุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา คุณค่าของพระคุณการุณย์ทำให้เราสามารถปลดปล่อยจิตใจจากภาระของบาปได้ เนื่องจากเป็นการให้อภัยจากพระเจ้าจากการลงโทษเพราะบาปที่เราได้กระทำในโลกนี้ แม้ว่าจะได้รับอภัยผ่านทางศีลอภัยบาปแล้ว แต่เรายังคงต้องออกแรงเพิ่มเติมเพื่อที่จะทำให้เราไปสู่ความสมบูรณ์ทางอิสระภาพที่แท้จริง
ดังนั้น ปีศักดิ์สิทธิ์พิเศษของนักบุญฟรังซิสนี้ จึงเป็นโอกาสสำหรับคริสตชนที่จะจุดประกายความเชื่อของตนเองอีกครั้ง กระชับความสัมพันธ์กับพระเจ้าและกับชุมชนของพระศาสนจักร
เพื่อที่จะได้รับพระคุณการุณย์ในช่วงปีนักบุญฟรังซิส จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเฉพาะบางประการที่พระศาสนจักรระบุไว้ ได้แก่ การรับศีลอภัยบาป ศีลมหาสนิท การอธิษฐานภาวนาบางอย่างตามเจตนารมณ์ของพระสันตะปาปา การชดเชยบาป และการปฏิบัติกิจศรัทธาบางอย่าง เช่น การแสวงบุญไปยังวัดของฟรังซิสกัน การเข้าร่วมในการเฉลิมฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ การอธิษฐานภาวนา และการรำพึงไตร่ตรองชีวิตจิตของนักบุญฟรังซิส ตลอดจนการทำกิจเมตตาประจำวัน และความอ่อนน้อมถ่อมตนที่แสดงออกถึงจิตวิญญาณของนักบุญฟรังซิส
ข้าพเจ้าขอย้ำว่า องค์ประกอบสำคัญของเอกสารนี้คือ การดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้ พวกเขาอาจรวมใจกันทางจิตวิญญาณเพื่อเฉลิมฉลองปีนักบุญฟรังซิสโดยการถวายคำอธิษฐานภาวนา ความทุกข์ทรมาน และความยากลำบากในชีวิตประจำวันแด่พระเจ้า และโดยมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขตามปกติโดยเร็วที่สุด (รับศีลอภัยบาปและรับศีลมหาสนิท)
#ช่วงเวลาพิเศษ (Special Moment)
หลังจากประสบการณ์ปีศักดิ์สิทธิ์ยูบีลีแห่งความหวัง 2025 พึ่งผ่านพ้นไป อาจทำให้เราไม่รู้สึกตื่นเต้นสำหรับปีศักดิ์สิทธิ์พิเศษของนักบุญฟรังซิสนี้ แต่ในมิติของความเชื่อแล้ว มันไม่ได้อาจทำให้เรามีความเชื่อที่เพิ่มมากขึ้น แต่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งความหวังเป็นช่วงเวลาแห่งพระหรรษทาน พระศาสนจักรเปิดประตูของตนเองให้กว้าง ตอนนี้ สิ่งสำคัญคือต้องถามตัวเองว่า เกิดอะไรขึ้นกับฉันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา? โดยไม่หยุดและซึมซับประสบการณ์ แม้แต่ช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดก็ยังอยู่ในระดับของอารมณ์
เราอาจกลับไปดูสิ่งที่เราบันทึก บทเทศน์ และการฟื้นฟูจิตใจต่าง ๆ ตลอดปีศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมา หลายสิ่งหลายอย่างได้เกิดผลดีกับตัวของเรา เช่น มีความไว้วางใจมากยิ่งขึ้น ได้คืนดีมากยิ่งขึ้น และเรียนรู้รูปแบบของการอธิษฐานภาวนาแบบใหม่ ๆ และทำให้มันเป็นจุดเริ่มต้นแทนที่จะเป็นจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง
แบบอย่างของนักบุญฟรังซิสมีคุณค่าอย่างยิ่งในบริบทของความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณ ท่านไม่ได้เสนอ "แนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม" แต่เรียบง่ายและถูกต้อง การกลับมาอ่านพระวรสารเป็นการส่วนตัว ความสุขในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่ในเหตุการณ์ต่าง ๆ เท่านั้น
ปีที่อุทิศให้กับนักบุญฟรังซิสอาจเป็นการเชิญชวนให้อธิษฐานภาวนาให้ง่ายขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แทนที่จะทำให้ยาวขึ้น การดำเนินชีวิตตามพระวรสารอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าเพียงการพูดถึงพระวรสารเท่านั้น
เราต้องไม่กลัวว่า ช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ของปีศักดิ์สิทธิ์ยูบิลีจะกลายเป็น “เรื่องธรรมดา” สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายถึง การทำให้เราประหลาดใจอย่างต่อเนื่อง แต่เพื่อให้ทิศทางที่เหมาะสมกับหัวใจ ปีนักบุญฟรังซิสจะต้องไม่กลายเป็นอีกบทหนึ่งที่เต็มไปด้วยผลกระทบทางจิตวิญญาณพิเศษ แต่เป็นเส้นทางที่เงียบสงบจากความกระตือรือร้นไปสู่วุฒิภาวะที่ลึกซึ้ง จากการเฉลิมฉลองอันน่าตื่นเต้นไปจนถึงการเลียนแบบท่านนักบุญในชีวิตประจำวันของเรา
#การเลียนแบบนักบุญฟรังซิสบุรุษผู้ยากจน (the Poor Man of Assisi)
ชีวประวัติของนักบุญฟรังซิสแสดงให้เห็นว่า การเลียนแบบพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประกาศหรือความคิด แต่ขึ้นอยู่กับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เป็นรูปธรรมและแท้จริงที่มีรากฐานมาจากพระวรสาร
ท่านเตือนเราถึงคุณค่าเหนือกาลเวลาของความยากจนและความเรียบง่าย ด้วยการละทิ้งความมั่งคั่งและศักดิ์ศรีทางสังคม นักบุญฟรังซิสแสดงให้เห็นว่า เสรีภาพทางใจเกิดจากการละทิ้งสิ่งของทางวัตถุ สำหรับคนปัจจุบันที่อาศัยอยู่ในโลกแห่งบริโภคนิยม นี่เป็นการเชิญชวนในเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งให้ต้องกลั่นกรอง ใช้สินค้าอย่างรับผิดชอบ และให้ความสำคัญกับพระเจ้าและเพื่อนบ้านเหนือทรัพย์สินทางวัตถุ มันเป็นเรื่องของการ "เป็น" มากกว่า "มี"
ในสมัยของเรา เมื่อความเชื่อมักเป็นสิ่งที่ผิวเผินหรือลดลงเหลือแค่อารมณ์และประสบการณ์ ทัศนคติของท่านยังส่งเสริมความสอดคล้องระหว่างความเชื่อกับชีวิตประจำวัน และเป็นประจักษ์พยานผ่านการกระทำมากกว่าเพียงคำพูดหรือความรู้สึกเท่านั้น
นักบุญฟรังซิสสอนความรักที่กระตือรือร้นและเป็นพี่น้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อผู้ที่อ่อนแอที่สุด ผู้ยากจน และบุคคลชายขอบ ชีวิตของท่านคือการตอบสนองต่อความเฉยเมยและบางครั้งต่อความเห็นแก่ตัว ปัญหาที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันนี้ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีแนวโน้มจะราบเรียบและ “โลกเสมือนจริงมีชัยเหนือความเป็นจริง”
นักบุญฟรังซิสยังแสดงให้เห็นว่า สันติภาพเกิดจากการกลับใจใหม่ ไม่ใช่จากการประกาศผลประโยชน์ส่วนตน หรือการประนีประนอมโดยปราศจากความจริง ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความรุนแรงทางสังคม และความไม่มั่นคง ชีวิตของท่านคือการเรียกร้องให้สร้างสันติภาพตามพระวรสารของพระคริสตเจ้า พระผู้ไถ่เพียงองค์เดียวของมนุษยชาติ!
#เงื่อนไขการรับพระคุณการุณย์ (Indulgence)
ข้อกำหนดของ “การละเว้นจากบาปทั้งปวง” ที่กล่าวถึงในกฤษฎีกาอาจดูเหมือนเป็นองค์ประกอบที่ยากที่สุดประการหนึ่งของเทววิทยาของพระคุณการุณย์ จากมุมมองของฝ่ายอภิบาล ถือว่าคุ้มค่าที่จะพิจารณาว่า ไม่ใช่เป็นแบบอุดมคติที่มีสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำได้ แต่เป็นทัศนคติของหัวใจที่คริสตชนทุกคนได้รับการเรียกอย่างแท้จริง จากมุมมองทางเทววิทยา ไม่เพียงแต่เกี่ยวกับการทำบาปเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการยอมรับบาปจากภายใน ความยินดีที่นำมา หรือการเต็มใจที่จะกระทำบาปอีกครั้ง
บุคคลหนึ่งอาจสารภาพบาป และในขณะเดียวกัน ก็เก็บความคิดไว้ในใจว่า “ฉันรู้ว่ามันผิด ไม่ดี แต่ฉันไม่ต้องการหยุดทำ” ทัศนคติเช่นนี้เป็นการยึดติดกับบาปซึ่งทำให้พระหรรษทานเป็นกลาง (neutralizes grace) ในทางตรงกันข้าม การหลุดพ้นจากบาปที่จำเป็น ไม่ใช่ความรู้สึกถึงความบริสุทธิ์ทางอารมณ์ แต่เป็นการกระทำตามเจตจำนงที่กล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการบาปเลย แม้แต่สิ่งเล็กน้อยที่สุด"
ประการแรก ไม่ใช่สภาวะแห่งความไม่มีบาป บุคคลอาจมีความอ่อนแอ ทำบาปซ้ำ ๆ และอาจประสบกับการหกล้มอันเจ็บปวดด้วยซ้ำ สิ่งที่สำคัญคือความตั้งใจและความมุ่งมั่นของหัวใจ การตัดสินใจอย่างจริงใจที่จะทำลายบาปที่นี่และเดี๋ยวนี้ หากมีใครพูดกับพระเจ้าว่า “ฉันไม่ต้องการบาป ฉันเกลียดมัน แม้ว่าฉันรู้ว่าฉันอ่อนแอ” ก็แสดงว่าบุคคลนั้นไม่มีความผูกพันกับบาป
ด้วยพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่เฉลิมฉลองเมื่อเช้านี้ (16 มกราคม 2026) ในพระวิหารพระนางมารีย์แห่งปวงเทวาที่พอร์ซิอุนโคลา (Basilica of Saint Mary of the Angels at the Porziuncola) ปีแห่งการรำลึกถึงการจากไปของชายผู้น่าสงสารได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
#เพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณของคริสตชน (Maturity of Spirituality)
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจว่า พระคุณการุณย์เป็นสิ่งแรกและสำคัญที่สุด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพระเจ้า และพลังของมันไม่ได้อยู่ในความพยายามของมนุษย์ของเรา แต่อยู่ในพระหรรษทานของพระเจ้าที่เปลี่ยนแปลงหัวใจ จากกระแสนี้ก็ได้ข้อสรุปหลายประการ กระบวนการสำนึกผิดทั้งหมด เช่น การสารภาพบาป การรับศีลมหาสนิท การแสวงบุญ การอธิษฐานภาวนา เป็นเครื่องมือในการเตรียมการที่เอื้อต่อการพบปะกับพระเจ้า แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แทนที่ประสบการณ์แห่งพระหรรษทานในตัวเอง
ผลแท้จริงของพระคุณการุณย์จะปรากฏขึ้น เมื่อบุคคลหนึ่งเปิดตัวเองอย่างมีสติต่อพลังอำนาจในการเปลี่ยนแปลงของพระเจ้า ยอมให้พระองค์กระทำการในใจ รักษาความสัมพันธ์ ให้อภัย และกลับใจใหม่ ดังนั้น พระคุณการุณย์จึงไม่ใช่ "เวทมนตร์ทางศาสนา" หรือดังที่ระบุไว้ในคำถามว่า "ผู้แจกจ่ายพระหรรษทาน" แต่เป็นการเชื้อเชิญให้มีความสัมพันธ์ที่มีชีวิตกับพระเจ้า ซึ่งมนุษย์ยอมรับของประทานแห่งความเมตตา แทนที่จะพยายามเอาชนะมัน พระเจ้าทรงกระทำให้ มนุษย์ตอบสนองด้วยความมีน้ำใจและความเชื่อ
หากผู้อภิบาลช่วยให้บรรดาสัตบุรุษรับรู้ว่า พระคุณการุณย์เป็นเวทีบนเส้นทางแห่งการกลับใจใหม่ และไม่ใช่ทางลัดทางจิตวิญญาณ สิ่งนี้จะกลายเป็นเครื่องมือของวุฒิภาวะและความเชื่อที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และนี่คือเป้าหมายหลักของปีศักดิ์สิทธิ์พิเศษของนักบุญฟรังซิส























